Posts

อสังหาฯ 4.0 มาแรง!

อสังหาฯ 4.0 มาแรง!

ชูไฮเทคสนองไลฟ์สไตล์ ‘กลุ่มเจนซี’ ทุกมิติ

นายกสมาคมการค้าอสังหาฯ ชี้! ลูกค้าปัจจุบันต้องการความสมบูรณ์แบบสูง เน้นเทคโนโลยีตอบรับไลฟ์สไตล์ ส่งผลตลาดแข่งขันสูง นอกจากผู้ประกอบการของไทยด้วยกันแล้ว ยังมีนักลงทุนข้ามชาติ ระบุ ห่วงรายเล็กไม่ปรับตัวอาจถูกกลืน ด้าน ดีดีพร็อพ เผย ฟังก์ชันดีกลายเป็นจุดเด่น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ยุค 4.0 ถูกท้าทายกับการเข้ามาของเทคโนโลยี ที่มาพร้อมกับนักลงทุนข้ามชาติ ซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้พัฒนาอสังหาฯ เข้ามาแข่งขันในตลาดด้วย ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ของไทยต้องปรับตัว เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก และสร้างสมดุล ต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

นายอภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาอสังหาฯ ในทุกมิติ ทั้งเทคโนโลยีเพื่อการวางแผนเตรียมที่ดิน การออกแบบการก่อสร้าง โปรแกรมจัดการงานขาย ฟังก์ชันการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของลูกบ้าน ซึ่งจะเริ่มเห็นการชูเทคโนโลยี หรือ ฟังก์ชันเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นจุดเด่นให้กับโครงการ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า นอกจากจะต้องแข่งกันเองแล้ว ความเป็น Global Market หรือ การตลาดระหว่างประเทศ กำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มลูกค้า มีการใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางการขาย หรือ ทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่ม GEN C หรือ ผู้บริโภคยุคดิจิตอล ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยช่วงวัย แต่พบว่า มีการตอบสนองต่อเทคโนโลยีสูง

ลูกค้ายุคนี้ เปรียบเป็น Fashionista Costume ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบมาก มากจนหากรอบไม่เจอ นี่คือ ความยากของอุตสาหกรรมอสังหาฯ ในเวลานี้ คนซื้อบ้าน หรือ คอนโดฯ เวลาตรวจรับ ไม่ได้ตรวจเอง จะจ้างคนที่มีความเชี่ยวชาญมาดูให้ ด้วยเครื่องมือที่มีความพร้อมกว่า เพื่อทำให้มั่นใจว่า เขาได้ของดีที่สุด ฉะนั้น รายเล็กรายน้อยถ้าไม่ปรับตัว สุดท้ายถูกรายใหญ่กลืนและหายไป” นายอภิชาติกล่าว

กลุ่มที่น่าจับตามอง คือ โครงการมิกซ์ยูส หนึ่งทำเลแต่มีความหลากหลายของการใช้ชีวิต เป็นทั้งที่พักอาศัย ที่ทำงาน ดังนั้น ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะต้องให้ความสำคัญ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับโครงการและไม่ได้ขึ้นกับเงินทุนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลาย ๆ โครงการ ก็พัฒนาฟังก์ชันเพื่อผู้อยู่อาศัยได้อย่างตรงจุด โดยไม่ได้ใช้เงินทุนมหาศาล ขณะเดียวกัน ฟังก์ชันที่ลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก ก็อาจไม่ตอบโจทย์ของลูกบ้านเช่นกัน โดยความเข้าใจของดีเวลอปเปอร์นั้นต้องมาเป็นอันดับแรก ก่อนหาข้อมูล และบริหารจัดการงบประมาณให้เหมาะสม

ด้าน นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่า ปัจจุบัน มีคนออนไลน์ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป 4 ประเทศ ถึง 25 ล้านคน คนไทยประมาณ 3.4 ล้านคน ที่เข้ามาอ่านข่าวสารและเลือกสรรอสังหาฯ โดยเฉพาะ สะท้อนว่า ลูกค้าในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเดินเข้าโชว์รูมเพื่อพิจารณาโครงการอีกต่อไป เพราะสามารถดูจากออนไลน์ แม้กระทั่งคลิกดูแบรนด์และมูลค่าของเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต่างจากการเปิดจองโครงการ ก็ทำผ่านออนไลน์เช่นกัน ส่วนการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เห็นได้ชัด พบหลาย ๆ โครงการ มีการจ่ายแท็บเลตแก่ลูกบ้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสั่งการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ สั่งซื้อของจากภายนอก และส่งตรงถึงเมล์บ็อกซ์ของโครงการได้ในเวลาไม่นาน ทำให้แนวโน้มในอนาคตนั้น มองว่า แทบทุกบ้านจะมีเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นฟังก์ชันเสริมเข้ามา ซึ่งโครงการใดที่มีฟังก์ชันเสริมเข้ามา ซึ่งโครงการใดที่มีฟังก์ชันใหม่ ๆ แตกต่าง และตอบโจทย์การใช้งาน หรือ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้นั้น นอกเหนือจากเรื่องของทำเลที่ตั้ง และการออกแบบ นับเป็นจุดขายในการแข่งขันในตลาดอีกทาง

“หากเป็นบริษัทใหญ่ การนำเทคโนโลยีมาใช้คงไม่ใช่เรื่องยาก เลือกสิ่งที่ต้องการและพาร์ตเนอร์กับบริษัทนั้น ๆ ได้ทันที ขณะที่ ผู้ประกอบการรายเล็กก็ไม่ได้เสียโอกาสซะทีเดียว เพราะพาร์ตเนอร์ที่เป็นกลุ่มสตาร์ตอัพก็พร้อมที่จะแชร์เทคโนโลยี เพื่อขยายฐานลูกค้าเช่นกัน ฉะนั้น เรื่องเงินทุนไม่จำเป็นเสมอไป” นางกมลภัทร กล่าว

 

ขอขอบคุณข้อมูล : นสพ.ฐานเศรษฐกิจ

 

อสังหาริมทรัพย์สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

อสังหาริมทรัพย์ตัวชี้วัดเศรษฐกิจประเทศ

ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2560 และปี 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 โดยมีการประเมินว่าปี 2560 จีดีพี (GDP)จะขยายตัวเพิ่มเป็น 4% จาก 3.8% ซึ่งสูงกว่าปี 2559 ที่เติบโตที่ 3.2% ในขณะที่ปี 2561 ได้ปรับประมาณการเพิ่มจาก 3.8% เพิ่มเป็น 4.2% โดยการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2560 ที่ 4% ถือว่าเป็นการโตสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2555 ที่ขยายตัว 7.2% และยังมีทิศทางเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนถึงปีนี้ จากตัวเลขประมาณการทั้งปี 2560 และปี 2561 ที่ออกมาล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจได้เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 แม้ว่าจะมีเสียงสะท้อนออกมาจากภาคประชาชนว่าการเติบโตที่เห็นเป็นเพียงตัวเลข และประชาชนไม่ได้รับรู้ว่าสภาพเศรษฐกิจรอบตัวดีขึ้นแต่อย่างใด

ประเด็นนี้มีการพูดถึงกันในวงกว้าง และมีการจัดเสวนาเพื่อถกกันว่าจริงๆแล้วเศรษฐกิจไทยดีตามตัวเลขจีดีพี (GDP) หรือไม่ อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่าในฐานะที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ผมมีข้อมูลที่พบว่าในปี 2561 ความเชื่อมั่นในภาคของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นั้นถือว่ากลับมาในทิศทางบวก มีการลงทุนโครงการที่เจาะกลุ่มตลาดระดับประชาชนทั่วไป จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ที่จะเน้นตลาดระดับบน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ในปี 2561 กลับพบว่า อัตราการเติบโตอสังหาริมทรัพย์หากเทียบทั้งตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์
และคอนโดมิเนียม คาดว่าทาวน์เฮ้าส์จะเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด รองลงมาคือคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยว ซึ่งอัตราการขยายตัวน่าจะใกล้เคียงกับปี 2560

ข้อมูลนี้สะท้อนได้ว่าผู้ประกอบการได้ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณดีมาตั้งแต่ปี 2560 และน่าจะมีแรงส่งไปถึงภาคประชาชนในปี 2561 แม้ว่าปัจจุบันภาคประชาชนอาจจะยังไม่รู้สึกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ล่าสุดรัฐบาลประกาศประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นการส่งผ่านการขยายตัวของเศรษฐกิจไปยังประชาชนโดยตรงให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง นอกจากนี้การที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีความมั่นใจขยายโครงการไปสู่ตลาดทาวน์เฮ้าส์ ราคาเฉลี่ยประมาณ 2-3 ล้านบาทนั้น ก็เป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากการซื้อบ้านถือเป็นการสร้างหนี้สินผูกพันระยะยาว การที่ประชาชนจะตัดสินใจซื้อบ้านได้นั้นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อ

อย่างไรก็ตามในปี 2561 มีปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในหลายปัจจัย โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 2559 และปี 2560 ที่คาดว่าจะมีโครงการขนาดใหญ่เริ่มเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างได้มากขึ้นในปี 2561 และโครงการเหล่านี้ก็จะผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตเป็นเงาตามตัว ซึ่งก็ได้เห็นโครงการคอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ขยายตัวไปตามโครงการคมนาคมต่างๆ เช่นโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายตามทำเลชานเมือง ก็จะทำให้เกิดการกระจายของภาคเศรษฐกิจต่อเนื่องไปสู่ชุมชนและไปถึงประชาชนในที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พลัส พร็อพเพอร์ตี้

ภาคอสังหาฯปีนี้ GDPมีแนวโน้มโตสูงสุดในรอบ 6ปี

ปีนี้อสังหาฯเตรียมเฮ GDPมีแนวโน้มโตกว่า4.2% สูงสุดในรอบ6ปี

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยภายในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2561 “อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2018” ว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯในปี 2561 นี้เชื่อว่าน่าจะดีกว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา และจะมีการเติบโตมากกว่าจีดีพี(GDP) ซึ่งในปีนี้คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวได้ที่ประมาณ 4% และคาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้มากกว่า 5-10% จากปีที่ผ่านมาที่มีอัตราการเติบโตที่ 5% โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ การลงทุนในส่วนต่อขยายตามแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ จึงเป็นปัจจัยที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในปีนี้ยังมีปัจจัยลบจากอัตราดอกเบี้ย ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการอนุมัติขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่วนกำลังซื้อในต่างจังหวัด ยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ร.บ.จัดซื้อจะมีผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ที่จะมีผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และถ้ามีผลกระทบจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีที่ประมาณ 12% ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คิดเป็น 12% ต่อจีดีพี ในส่วนของแรงงานนั้นมองว่าปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ มีการใช้แรงงานมากประมาณ 2 ล้านคน วัสดุก่อสร้างใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ประมาณ 4.1%  จากปีที่ผ่านมาขยายตัว 3.9% ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะมีการเติบโตได้ที่ประมาณ 5% ส่วนภาคการส่งออกในปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี การลงทุนภาครัฐมีอัตราการเร่งเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีการขยายตัวได้ดี การท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ดี และฐานรายได้ของประชาชนมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สินค้าและราคาเกษตรมีการปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาฯดี ในปีนี้เชื่อว่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 5-6% โดยมีปัจจัยจากการลงทุนภาครัฐที่ยังเป็นตัวสนับสนุน ส่วนปัจจัยลบมองว่าจะมาจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงสูงแต่เริ่มทยอยลดลง และจะเห็นการปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มมากขึ้น สำหรับระดับราคาที่ดินในปัจจุบันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ส่วนค่าแรงที่มีการปรับตัวขึ้น มองว่าจะส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้างและระดับราคาขยายอสังหาริมทรัพย์

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเติบโต 5% จากปีที่ผ่านมาเติบโต 2.5% โดยมีปัจจัยจาก เศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 4.2% เปรีบเทียบกับปีที่ผ่านมาโตที่ 4% ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อมีแนวโน้มลดลงที่ประมาณ 30% จากปีก่อนหน้านี้อยู่ 40% ส่วนสินค้าคงเหลือจะเป็นสินค้าระดับราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท การขยายตัวของรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมไปถึงการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายเบญจรงค์ กล่าวไว้ว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตรากาเติบโต 5% มองว่าตลาดระดับกลาง บน ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่ติดเส้นทางรถไฟฟ้า ทำเล กทม.-ปริมณฑล ในส่วนของที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบยังมีอัตราการขายได้ดี เนื่องจากอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนตลาดระดับล่างยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่”

 

ข้อมูลอ้างอิง :  www.thansettakij.com

จับตาอสังหาฯปี 61

จากอัตราเติบโตภาคอสังหาฯยังคงเป็นที่น่าสนใจ

แม้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ในปัจจุบันจะมีการเติบโตที่ดีขึ้นตามลำดับมาอยู่ที่ 33.9 ในเดือน ธ.ค. 2560 นั้น แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดัชนีที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จึงเป็นเหตุให้เกิดภาวะกำลังซื้อต่ำ เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบันภายในประเทศ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับล่าง ที่เป็นอุปทานหลักในตลาด นอกจากความกดดันต่อภาระหนี้สินแล้วยังถูกกดดันจากผู้ให้บริการสินเชื่อควบคุมการให้สินเชื่อที่รัดกุมมากขึ้นอาจทำให้การผ่านการอนุมัติยากขึ้นไปด้วย

คาดว่าในภาพรวมตลาดปี 2561 จะยังคงเติบโตใกล้เคียงกับปี 2560 ซึ่งยังคงมีกำลังซื้อในกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียม รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ และตามด้วยบ้านเดี่ยว โดยคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์กลุ่มตลาดระดับกลางถึงกลุ่มระดับบนเป็นที่ต้องการในตลาดสูงขึ้น และตลาดบ้านเดี่ยวกลุ่มระดับกลางยังเป็นอุปทานหลักและมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เนื่องจากตลาดระดับกลาง-บน ยังมีแรงขับโดยเฉพาะจากกลุ่มตลาดแนวสูง อย่างคอนโดมิเนียมเป็นหลักเช่นเดิม และจะเริ่มขยายพื้นที่เติบโตตั้งแต่พื้นที่กรุงเทพฯชั้นในไปยังแถบกรุงเทพฯชั้นกลาง คอนโดระดับล่างที่เคยขยายตัวได้ดีเมื่อ 4-5 ปีก่อนอาจเริ่มลดลงสาเหตุจากราคาที่ดินที่ดันตัวสูงขึ้นและการปรับผังเมืองในบางพื้นที่ที่จะทำให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนตลาดแนวราบคาดว่าทาวน์เฮาส์จะเป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้น พื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯจนถึงปริมณฑลจะเกิดการขยายตัว

หากเทียบทั้ง 3 ตลาดด้านอัตราการเติบโตในปี 2561 คาดว่า ทาวน์เฮาส์จะเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ตามด้วยคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยว ซึ่งอัตราการขยายตัวน่าจะใกล้เคียงกับปี 2560 ที่อุปทานทาวน์เฮาส์ขยายตัวขึ้นจากปี 2559 ที่ 4% รองลงมาคือคอนโดมิเนียมที่ 1% และบ้านเดี่ยวอุปทานชะลอลงจากปีก่อน อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้ สถานการณ์ภาพรวมตลาดที่เติบโตยังคงเป็นตลาดระดับกลางและระดับบน

เลือกลงทุนในแบบที่เป็นคุณ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้นเริ่มต้นที่หลักล้าน ยังไม่รวมถึง
ค่าใช้จ่ายในการซื้อและค่าใช้จ่ายระหว่างการเป็นเจ้าของ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เลือกหลายรูปแบบ
ทั้งปริมาณเงินลงทุน ระดับความเสี่ยงและช่วงระยะเวลาลงทุน ที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและข้อจำกัดของตัวเองได้

1. ลงทุนระยะยาวด้วยการปล่อยเช่า สร้างรายได้ต่อเนื่อง และในระยะยาวเมื่อขายต่อก็มักจะได้กำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อจำกัดในการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือจะต้องใช้เงินลงทุนในปริมาณที่มาก และความเสี่ยงของการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือการที่ไม่สามารถปล่อยเช่าได้ ไม่มีผู้เช่า หรือการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด

2. ลงทุนระยะสั้น ทำกำไรอย่างรวดเร็ว วิธีการลงทุนก็คือการซื้อขายใบจอง หรือซื้อขายดาวน์ โดยความเสี่ยงของการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือการไม่สามารถขายใบจองหรือดาวน์ออกไปได้ในระยะเวลาตามสัญญา

3. ลงทุนระยะยาวแบบการันตียิลด์ หรือประกันอัตราผลตอบแทนแน่นอน โดยมีข้อจำกัดคือการการันตียิลด์มีช่วงเวลาจำกัด และโครงการมักจะบวก
ผลตอบแทนเข้าไปในราคาขายแล้ว

4. ต่อยอดทรัพย์สินที่มี เพิ่มโอกาส สร้างมูลค่า เช่น มีที่ดินเปล่าแถวอาคารสำนักงานที่เคยปล่อยว่างไว้ ก็อาจทำเป็นลานจอดรถให้เช่า หรือห้องว่างที่
ไม่ได้ใช้ประโยชน์สามารถปล่อยเช่าระยะสั้นก็สามารถสร้างรายได้ให้ได้ เป็นต้น

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะทุกคนสามารถเริ่มลงทุนในรูปแบบที่เหมาะกับตนเองได้ ไม่ได้มีรูปแบบการลงทุนที่ตายตัว หรือมีจำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

Tips:
1. การลงทุนคอนโดสำหรับปล่อยเช่าต้องให้ความสำคัญกับทำเล เพราะเป็นตัวกำหนดอัตราค่าเช่า กลุ่มผู้เช่า และเลือกรูปแบบห้องที่จะเหมาะสมกับผู้เช่า
2. การลงทุนระยะสั้นจากใบจองต้องเข้าใจอุปสงค์ในพื้นที่ และเลือกลงทุนโครงการในทำเลที่มีความต้องการสูง จึงจะทำให้สามารถทำกำไรได้มาก ในระยะ
เวลาอันสั้น และควรมีความพร้อมที่จะผ่อนดาวน์คอนโดได้เพื่อยืดเวลาขายดาวน์ต่อไป
3. การลงทุนในโครงการการันตียิลด์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเพราะโครงการจัดหาผู้เช่าให้และได้รับผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน
4. การปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ สามารถเพิ่มมูลค่าหรือสร้างรายได้ให้ได้
5. การใช้บริการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขอความเห็นจากที่ปรึกษาจะทำให้ได้ข้อมูลการลงทุนในแต่ละพื้นที่แบบเชิงลึก

2018 ทิศทางการลงทุนอสังหาฯคึกคัก น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้เศรษฐกิจมีการชะลอตัว แต่ทิศทางอสังหาฯของไทยยังคงมีความเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่กว่าครึ่งหันมานิยมอยู่คอนโดแทน
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หัวใจสำคัญของอสังหาฯ จึงอยู่ที่ “ทำเล” ที่สะดวกต่อการเดินทาง

ทิศทางการลงทุนอสังหาฯ

1. พื้นที่ตามแนวเส้นรถไฟฟ้าน่าลงทุนที่สุด โดยเฉพาะเส้นรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง แม้ว่าเริ่มๆผลตอบแทนจากค่าเช่าจะยังไม่สูงมากนัก แต่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

2. พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าที่พาดผ่าน CBD (Central Business District) และ New CBD อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นรูปสามแฉกไปทางทิศเหนือ ใต้ และตะวันออกของกรุงเทพฯ สายสีน้ำเงินที่เป็นรูปตัวอักษร Q วิ่งวนเป็นวงกลมรอบกรุงเทพฯและสายสีลมที่เป็นรูปตัวอักษร l ไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ

3. ปี 2020 รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จพร้อมกันหลายสาย นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างรถไฟฟ้าด้วย เพราะหากบางสายมีปัญหาก่อสร้างล่าช้าก็อาจกระทบแผนการลงทุนด้วย

4. ในภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้า ควรเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อและผ่อนธนาคารไหว

5. ในบางทำเลอาจมีปัญหาผลิตมากกว่าความต้องการ (Oversupply) เนื่องจากความต้องการสูงขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น มีความต้องการที่อยู่ใหม่ใกล้ที่ทำงาน ต้องการลงทุน ต้องการเก็บเป็นมรดก เป็นต้น

6. ธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างเข้มงวด ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดี ตลาดยังคงนโยบายดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ

7. ลงทุนอสังหาฯต้องรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากมีคอนโดเปิดใหม่จำนวนมาก การเก็งกำไรใบจองและการปล่อยเช่าเป็นเรื่องยากขึ้น

โดยสรุป ทิศทางในปี 2018 นี้ยังมีความน่าสนใจอยู่มาก เพียงแต่ต้องใช้ความรอบคอบและการวิเคราะห์เปรียบเทียบมากขึ้น รวมไปถึงการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในบ้านเรา ที่ยังคงมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา

ปี 61 คาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มเติบโต ยืนยันซัปพลายไม่ล้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวดีขึ้นและโตอย่างต่อเนื่องในปี 2561 โดยเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) จะมากกว่า 4% สำหรับภาคอสังหาฯ ตัวเลขที่สะท้อนภาวะตลาด คือตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งมีทิศทางดีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 และคาดว่าในปี 2561 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจะขยายตัว 6.1% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล การโอนกรรมสิทธิ์จะขยายตัวกว่า 8.6% ส่วนภูมิภาคขยายตัวประมาณ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั่วประเทศที่ขยายตัวมากถึง 17% ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นตามราคาที่อยู่อาศัยที่ 12.6% ทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ขยายตัว 3.9% หรือ 6.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ สิ้นปี 2560 ที่ผ่านมามีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ประมาณ 2.6 แสนยูนิต ส่วนสิ้นปี 2561 คาดจะมีจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 2.7 แสนยูนิต โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นจากจำนวนอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบเท่าๆ กัน แต่ในภูมิภาคจำนวนที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นเป็นหลักมีอาคารชุดบ้างใน จ.ภูเก็ต และเชียงใหม่
ซึ่งการระบายซัปพลายอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยปีที่ผ่านๆ มาจึงมั่นใจว่าซัปพลายระดับนี้ไม่เกิดภาวะโอเวอร์ซัปพลายและเพียงพอต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยที่เติบโตต่อเนื่อง

“ปีหน้าอุปทานในตลาดจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่เกิดภาวะฟองสบู่ ถึงสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.76 แสนหน่วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล แนวราบและคอนโดใกล้เคียงกันขณะที่แนวราบจะมากกว่า การขายคอนโดจะเร็วอยู่ที่ 8 เดือน แนวราบอยู่ที่ 10-13 เดือน ดูแล้วภาคอสังหาฯ จะปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน” ดร.วิชัย กล่าวทิ้งท้าย

ไขความลับ? ปัจจัยซื้ออสังหาฯของผู้บริโภค

หากจะหาที่อยู่อาศัยสักหลัง เราน่าจะมองเรื่องทำเลเป็นอย่างแรก นี่คือสิ่งที่หลายๆเข้าใจกันมาตลอด

แต่ผลสรุปจากการเสิร์ชข้อมูลบนออนไลน์โดยโธธ โซเชียล กลับชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ต้องการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมนั้นให้ความสำคัญกับ 13 ปัจจัย ก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเรื่องทำเลกลับไม่ติดอันดับแรก !

ปัจจัยอันดับแรกของคนที่จะซื้อบ้านกลับเป็นเป็นการกู้และการขอสินเชื่อ

รองลงมาเป็นเรื่องเงินเดือน, ราคา, โปรโมชั่น, ดอกเบี้ย ในขณะที่ “ทำเล” รั้งมาอยู่อันดับ 6  ส่วนด้านคอนโดฯ ปัจจัยการผ่อนเป็นเรื่องแรกที่คนคำนึงถึง รองลงมาคือเรื่องการกู้และขอสินเชื่อ, ราคา, โปรโมชั่น
โดยปัจจัย “ทำเล” รั้งอยู่อันดับ 5

ปิดท้ายด้วยปัจจัยด้านสังคมอย่างเพื่อนบ้าน ที่รั้งท้ายอยู่ที่อันดับ 13

 

ข้อมูลอ้างอิง : ประชาชาติธุรกิจ

 

จับตา! แนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ 2561

จากข้อมูลตั้งแต่เดือน มกราคม – กันยายน 2560 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีจำนวนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ราว 16%

แบ่งเป็นการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดกว่า 93.05%  ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญ 6.79%   บริษัทมหาชนจำกัด 0.16%

โดยสิงคโปร์ครองแชมป์มูลค่าเงินทุนมากที่สุด 9,246 ล้านบาท ส่วนจีนและญี่ปุ่นไล่เรียงลงมาอยู่ที่ 6,959 ล้านบาท และ 4,641 ล้านบาท ตามลำดับ

และ กทม. ยังเป็นพื้นที่ที่นิติบุคคลตั้งอยู่ถึง 20,667 ราย คิดเป็น 38.88% ของจำนวนนิติบุคคลทั่วประเทศ

เห็นได้ว่าแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างยังอยู่ในระดับสูง และการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป