Posts

2018 ทิศทางการลงทุนอสังหาฯคึกคัก น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้เศรษฐกิจมีการชะลอตัว แต่ทิศทางอสังหาฯของไทยยังคงมีความเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่กว่าครึ่งหันมานิยมอยู่คอนโดแทน
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หัวใจสำคัญของอสังหาฯ จึงอยู่ที่ “ทำเล” ที่สะดวกต่อการเดินทาง

ทิศทางการลงทุนอสังหาฯ

1. พื้นที่ตามแนวเส้นรถไฟฟ้าน่าลงทุนที่สุด โดยเฉพาะเส้นรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง แม้ว่าเริ่มๆผลตอบแทนจากค่าเช่าจะยังไม่สูงมากนัก แต่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

2. พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าที่พาดผ่าน CBD (Central Business District) และ New CBD อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นรูปสามแฉกไปทางทิศเหนือ ใต้ และตะวันออกของกรุงเทพฯ สายสีน้ำเงินที่เป็นรูปตัวอักษร Q วิ่งวนเป็นวงกลมรอบกรุงเทพฯและสายสีลมที่เป็นรูปตัวอักษร l ไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ

3. ปี 2020 รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จพร้อมกันหลายสาย นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างรถไฟฟ้าด้วย เพราะหากบางสายมีปัญหาก่อสร้างล่าช้าก็อาจกระทบแผนการลงทุนด้วย

4. ในภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้า ควรเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อและผ่อนธนาคารไหว

5. ในบางทำเลอาจมีปัญหาผลิตมากกว่าความต้องการ (Oversupply) เนื่องจากความต้องการสูงขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น มีความต้องการที่อยู่ใหม่ใกล้ที่ทำงาน ต้องการลงทุน ต้องการเก็บเป็นมรดก เป็นต้น

6. ธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างเข้มงวด ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดี ตลาดยังคงนโยบายดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ

7. ลงทุนอสังหาฯต้องรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากมีคอนโดเปิดใหม่จำนวนมาก การเก็งกำไรใบจองและการปล่อยเช่าเป็นเรื่องยากขึ้น

โดยสรุป ทิศทางในปี 2018 นี้ยังมีความน่าสนใจอยู่มาก เพียงแต่ต้องใช้ความรอบคอบและการวิเคราะห์เปรียบเทียบมากขึ้น รวมไปถึงการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในบ้านเรา ที่ยังคงมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา

ปี 61 คาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มเติบโต ยืนยันซัปพลายไม่ล้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวดีขึ้นและโตอย่างต่อเนื่องในปี 2561 โดยเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) จะมากกว่า 4% สำหรับภาคอสังหาฯ ตัวเลขที่สะท้อนภาวะตลาด คือตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งมีทิศทางดีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 และคาดว่าในปี 2561 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจะขยายตัว 6.1% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล การโอนกรรมสิทธิ์จะขยายตัวกว่า 8.6% ส่วนภูมิภาคขยายตัวประมาณ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั่วประเทศที่ขยายตัวมากถึง 17% ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นตามราคาที่อยู่อาศัยที่ 12.6% ทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ขยายตัว 3.9% หรือ 6.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ สิ้นปี 2560 ที่ผ่านมามีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ประมาณ 2.6 แสนยูนิต ส่วนสิ้นปี 2561 คาดจะมีจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 2.7 แสนยูนิต โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นจากจำนวนอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบเท่าๆ กัน แต่ในภูมิภาคจำนวนที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นเป็นหลักมีอาคารชุดบ้างใน จ.ภูเก็ต และเชียงใหม่
ซึ่งการระบายซัปพลายอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยปีที่ผ่านๆ มาจึงมั่นใจว่าซัปพลายระดับนี้ไม่เกิดภาวะโอเวอร์ซัปพลายและเพียงพอต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยที่เติบโตต่อเนื่อง

“ปีหน้าอุปทานในตลาดจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่เกิดภาวะฟองสบู่ ถึงสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.76 แสนหน่วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล แนวราบและคอนโดใกล้เคียงกันขณะที่แนวราบจะมากกว่า การขายคอนโดจะเร็วอยู่ที่ 8 เดือน แนวราบอยู่ที่ 10-13 เดือน ดูแล้วภาคอสังหาฯ จะปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน” ดร.วิชัย กล่าวทิ้งท้าย