เลือกลงทุนในแบบที่เป็นคุณ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้นเริ่มต้นที่หลักล้าน ยังไม่รวมถึง
ค่าใช้จ่ายในการซื้อและค่าใช้จ่ายระหว่างการเป็นเจ้าของ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เลือกหลายรูปแบบ
ทั้งปริมาณเงินลงทุน ระดับความเสี่ยงและช่วงระยะเวลาลงทุน ที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและข้อจำกัดของตัวเองได้

1. ลงทุนระยะยาวด้วยการปล่อยเช่า สร้างรายได้ต่อเนื่อง และในระยะยาวเมื่อขายต่อก็มักจะได้กำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อจำกัดในการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือจะต้องใช้เงินลงทุนในปริมาณที่มาก และความเสี่ยงของการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือการที่ไม่สามารถปล่อยเช่าได้ ไม่มีผู้เช่า หรือการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด

2. ลงทุนระยะสั้น ทำกำไรอย่างรวดเร็ว วิธีการลงทุนก็คือการซื้อขายใบจอง หรือซื้อขายดาวน์ โดยความเสี่ยงของการลงทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือการไม่สามารถขายใบจองหรือดาวน์ออกไปได้ในระยะเวลาตามสัญญา

3. ลงทุนระยะยาวแบบการันตียิลด์ หรือประกันอัตราผลตอบแทนแน่นอน โดยมีข้อจำกัดคือการการันตียิลด์มีช่วงเวลาจำกัด และโครงการมักจะบวก
ผลตอบแทนเข้าไปในราคาขายแล้ว

4. ต่อยอดทรัพย์สินที่มี เพิ่มโอกาส สร้างมูลค่า เช่น มีที่ดินเปล่าแถวอาคารสำนักงานที่เคยปล่อยว่างไว้ ก็อาจทำเป็นลานจอดรถให้เช่า หรือห้องว่างที่
ไม่ได้ใช้ประโยชน์สามารถปล่อยเช่าระยะสั้นก็สามารถสร้างรายได้ให้ได้ เป็นต้น

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะทุกคนสามารถเริ่มลงทุนในรูปแบบที่เหมาะกับตนเองได้ ไม่ได้มีรูปแบบการลงทุนที่ตายตัว หรือมีจำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

Tips:
1. การลงทุนคอนโดสำหรับปล่อยเช่าต้องให้ความสำคัญกับทำเล เพราะเป็นตัวกำหนดอัตราค่าเช่า กลุ่มผู้เช่า และเลือกรูปแบบห้องที่จะเหมาะสมกับผู้เช่า
2. การลงทุนระยะสั้นจากใบจองต้องเข้าใจอุปสงค์ในพื้นที่ และเลือกลงทุนโครงการในทำเลที่มีความต้องการสูง จึงจะทำให้สามารถทำกำไรได้มาก ในระยะ
เวลาอันสั้น และควรมีความพร้อมที่จะผ่อนดาวน์คอนโดได้เพื่อยืดเวลาขายดาวน์ต่อไป
3. การลงทุนในโครงการการันตียิลด์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเพราะโครงการจัดหาผู้เช่าให้และได้รับผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน
4. การปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ สามารถเพิ่มมูลค่าหรือสร้างรายได้ให้ได้
5. การใช้บริการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขอความเห็นจากที่ปรึกษาจะทำให้ได้ข้อมูลการลงทุนในแต่ละพื้นที่แบบเชิงลึก

2018 ทิศทางการลงทุนอสังหาฯคึกคัก น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้เศรษฐกิจมีการชะลอตัว แต่ทิศทางอสังหาฯของไทยยังคงมีความเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่กว่าครึ่งหันมานิยมอยู่คอนโดแทน
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หัวใจสำคัญของอสังหาฯ จึงอยู่ที่ “ทำเล” ที่สะดวกต่อการเดินทาง

ทิศทางการลงทุนอสังหาฯ

1. พื้นที่ตามแนวเส้นรถไฟฟ้าน่าลงทุนที่สุด โดยเฉพาะเส้นรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง แม้ว่าเริ่มๆผลตอบแทนจากค่าเช่าจะยังไม่สูงมากนัก แต่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

2. พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าที่พาดผ่าน CBD (Central Business District) และ New CBD อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นรูปสามแฉกไปทางทิศเหนือ ใต้ และตะวันออกของกรุงเทพฯ สายสีน้ำเงินที่เป็นรูปตัวอักษร Q วิ่งวนเป็นวงกลมรอบกรุงเทพฯและสายสีลมที่เป็นรูปตัวอักษร l ไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ

3. ปี 2020 รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จพร้อมกันหลายสาย นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างรถไฟฟ้าด้วย เพราะหากบางสายมีปัญหาก่อสร้างล่าช้าก็อาจกระทบแผนการลงทุนด้วย

4. ในภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้า ควรเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อและผ่อนธนาคารไหว

5. ในบางทำเลอาจมีปัญหาผลิตมากกว่าความต้องการ (Oversupply) เนื่องจากความต้องการสูงขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น มีความต้องการที่อยู่ใหม่ใกล้ที่ทำงาน ต้องการลงทุน ต้องการเก็บเป็นมรดก เป็นต้น

6. ธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างเข้มงวด ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดี ตลาดยังคงนโยบายดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ

7. ลงทุนอสังหาฯต้องรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากมีคอนโดเปิดใหม่จำนวนมาก การเก็งกำไรใบจองและการปล่อยเช่าเป็นเรื่องยากขึ้น

โดยสรุป ทิศทางในปี 2018 นี้ยังมีความน่าสนใจอยู่มาก เพียงแต่ต้องใช้ความรอบคอบและการวิเคราะห์เปรียบเทียบมากขึ้น รวมไปถึงการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในบ้านเรา ที่ยังคงมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา

ปี 61 คาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มเติบโต ยืนยันซัปพลายไม่ล้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวดีขึ้นและโตอย่างต่อเนื่องในปี 2561 โดยเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) จะมากกว่า 4% สำหรับภาคอสังหาฯ ตัวเลขที่สะท้อนภาวะตลาด คือตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งมีทิศทางดีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 และคาดว่าในปี 2561 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจะขยายตัว 6.1% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล การโอนกรรมสิทธิ์จะขยายตัวกว่า 8.6% ส่วนภูมิภาคขยายตัวประมาณ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั่วประเทศที่ขยายตัวมากถึง 17% ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นตามราคาที่อยู่อาศัยที่ 12.6% ทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ขยายตัว 3.9% หรือ 6.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ สิ้นปี 2560 ที่ผ่านมามีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ประมาณ 2.6 แสนยูนิต ส่วนสิ้นปี 2561 คาดจะมีจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 2.7 แสนยูนิต โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นจากจำนวนอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบเท่าๆ กัน แต่ในภูมิภาคจำนวนที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นเป็นหลักมีอาคารชุดบ้างใน จ.ภูเก็ต และเชียงใหม่
ซึ่งการระบายซัปพลายอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยปีที่ผ่านๆ มาจึงมั่นใจว่าซัปพลายระดับนี้ไม่เกิดภาวะโอเวอร์ซัปพลายและเพียงพอต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยที่เติบโตต่อเนื่อง

“ปีหน้าอุปทานในตลาดจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่เกิดภาวะฟองสบู่ ถึงสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.76 แสนหน่วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล แนวราบและคอนโดใกล้เคียงกันขณะที่แนวราบจะมากกว่า การขายคอนโดจะเร็วอยู่ที่ 8 เดือน แนวราบอยู่ที่ 10-13 เดือน ดูแล้วภาคอสังหาฯ จะปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน” ดร.วิชัย กล่าวทิ้งท้าย

ไขความลับ? ปัจจัยซื้ออสังหาฯของผู้บริโภค

หากจะหาที่อยู่อาศัยสักหลัง เราน่าจะมองเรื่องทำเลเป็นอย่างแรก นี่คือสิ่งที่หลายๆเข้าใจกันมาตลอด

แต่ผลสรุปจากการเสิร์ชข้อมูลบนออนไลน์โดยโธธ โซเชียล กลับชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ต้องการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมนั้นให้ความสำคัญกับ 13 ปัจจัย ก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเรื่องทำเลกลับไม่ติดอันดับแรก !

ปัจจัยอันดับแรกของคนที่จะซื้อบ้านกลับเป็นเป็นการกู้และการขอสินเชื่อ

รองลงมาเป็นเรื่องเงินเดือน, ราคา, โปรโมชั่น, ดอกเบี้ย ในขณะที่ “ทำเล” รั้งมาอยู่อันดับ 6  ส่วนด้านคอนโดฯ ปัจจัยการผ่อนเป็นเรื่องแรกที่คนคำนึงถึง รองลงมาคือเรื่องการกู้และขอสินเชื่อ, ราคา, โปรโมชั่น
โดยปัจจัย “ทำเล” รั้งอยู่อันดับ 5

ปิดท้ายด้วยปัจจัยด้านสังคมอย่างเพื่อนบ้าน ที่รั้งท้ายอยู่ที่อันดับ 13

 

ข้อมูลอ้างอิง : ประชาชาติธุรกิจ

 

จับตา! แนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ 2561

จากข้อมูลตั้งแต่เดือน มกราคม – กันยายน 2560 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีจำนวนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ราว 16%

แบ่งเป็นการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดกว่า 93.05%  ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญ 6.79%   บริษัทมหาชนจำกัด 0.16%

โดยสิงคโปร์ครองแชมป์มูลค่าเงินทุนมากที่สุด 9,246 ล้านบาท ส่วนจีนและญี่ปุ่นไล่เรียงลงมาอยู่ที่ 6,959 ล้านบาท และ 4,641 ล้านบาท ตามลำดับ

และ กทม. ยังเป็นพื้นที่ที่นิติบุคคลตั้งอยู่ถึง 20,667 ราย คิดเป็น 38.88% ของจำนวนนิติบุคคลทั่วประเทศ

เห็นได้ว่าแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างยังอยู่ในระดับสูง และการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

จัดการงานขายง่ายขึ้นอีก! ด้วย PLOY เวอร์ชั่นอัพเกรด

“ต้อนรับปีใหม่ ด้วย PLOY เวอร์ชั่นใหม่” ที่อัพเกรดหลายๆฟีเจอร์ให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เริ่มด้วยภาพหลักอย่างหน้าแดชบอร์ด

 

หน้าแดชบอร์ด

  • บอกยอดรวมยูนิตบนระบบ โดยเเบ่งในส่วนยอดโอนเเล้ว ยอดขายรอโอน เเละยูนิตที่ว่าง พร้อมข้อมูลสรุปมูลค่าตามเเต่ละสถานะ ตั้งเเต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

 

  • เเจกเเจงยอดผู้เข้าชมโครงการ (Walk) ยอดผู้ขอข้อมูล (Call) ยอดผู้สนใจรายเดิมที่กลับเข้ามา (Revisit) เเละยอดจอง (Book) ยอดยกเลิก (Cancel) ตามรายเดือน สามารถดูย้อนหลังได้ 12 เดือน ตามผลงานเเต่ละโครงการ เเต่ละบุคคล

 

  • กราฟเเสดงความเคลื่อนไหวของยอดผู้เข้าชมโครงการ ยอดลูกค้าเกรด A เเละยอดจองที่เกิดขึ้น ในเเต่ละสัปดาห์ของเเต่ละเดือน

 

หน้ารายการยูนิต 

  • ให้คุณรู้สถานะยูนิตปัจจุบัน มีลูกค้าเป็นใคร มูลค่าการขายเเละยอดเงินที่รับชำระมาเเล้ว มีเท่าไร กิจกรรมถัดไปของลูกค้ารายนี้ เกินกำหนดเเล้วหรือยัง เเละมีสรุปยอดค้างชำระที่จะต้องติดตาม

 

หน้ารวมรายการลูกค้า

  • รายชื่อลูกค้าเเบ่งตามสถานะล่าสุดกับยูนิต เเสดงวันที่เคลื่อนไหวล่าสุดเเละกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น หรือเกินกำหนด

 

หน้ารวมรายการผู้สนใจ

  • เเบ่งตามเกรด (โดยเซลล์สามารถเปลี่ยนแปลงเกรดได้ เพื่อจัดเรียงกลุ่มที่ควรติดตามมากน้อย) บอกที่มาว่ามาจากสื่อช่องทางใด วันที่เกิดบุคคลเหล่านี้ เพื่อให้รู้ระยะเวลาดีล

 

หน้ารวมรายการงานเซลล์

  • ไม่พลาดทุกกิจกรรมงานขาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมนัดหมายที่ต้องทำ ใบเสนอราคาหมดอายุ หรืองวดชำระเงินที่เกินกำหนด

ให้ PLOY เป็นตัวช่วยงานขายของคุณให้ก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างแท้จริง เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้นและการจัดการที่ง่ายขึ้น มาลองใช้กันได้เลย ขอเดโมโปรแกรม